Thursday, June 30, 2011

Already Moved !!!

My blog is already move to treewanchai.wordpress.com
Please check it out (still not many articles though).

Already Moved !!!

My blog is already move to treewanchai.wordpress.com
Please check it out (still not many articles though).

Sunday, March 22, 2009

โลกานุวัตรกับความยากจน: วิวาทะเรื่องตัวเลข?


ผมคิดว่า เราคงเคยได้ยินการประท้วงหรือการรณรงค์ต่อต้านโลกานุวัตร (Globalization) กันมาบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า โลกานุวัตรทำให้ปัญหาความยากจน (Poverty) และ ความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) เลวร้ายลง

หลายคนคงงุนงงสงสัยเมื่อได้ยินคำอธิบายตอบโต้กันระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยว่า โลกานุวัตรเป็นผลดีต่อปัญหาความยากจน (Poverty) และความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) โดยเฉพาะการยกเอาตัวเลขที่แตกต่างกันของทั้งสองปัญหาดังกล่าวมาประกอบวิวาทะ

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับบทความที่ผมได้อ่านของ Martin Ravallion เรื่อง "The Debate on Globalization, Poverty and Inequality: Why Measurement Matters" หรือแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า วิวาทะว่าด้วยโลกานุวัตร ความยากจน และความไม่เท่าเทียมกัน: เหตุใดวิธีวัดค่าจึงสำคัญ

สาระสำคัญที่ Ravallion นำเสนอก็คือ การพิจารณาแนวคิดและวิธีการศึกษาโดยเฉพาะการวัดค่าที่เกี่ยวกับความยากจน และความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่ง Ravallion เห็นว่า วิวาทะที่เกิดขึ้นมิได้อยู่บนพื้นฐานวิธีวัดเดียวกัน

ก่อนอื่นเรามาดูความแตกต่างระหว่างความยากจน (Poverty) และความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality)

ความยากจนเป็นเรื่องของระดับความเป็นอยู่แบบสัมบูรณ์ คือ มีคนกี่มากน้อยที่ไม่สามารถมีรายได้หรือการบริโภคในระดับพื้นฐานที่สุดได้ เช่น คนยากจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อวัน เป็นต้น

ส่วนความไม่เท่าเทียมกันเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างระดับความเป็นอยู่ของคนแต่ละกลุ่ม เช่น ช่องว่างระหว่างคนมีรายได้มากกับมีรายได้น้อย เป็นต้น

สองอย่างนี้โดยพื้นฐานแล้วไม่เหมือนกัน และอาจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต่างกันได้ เช่น ประเทศอาจมีปัญหาความยากจนลดลง แต่ความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มขึ้น หรือประเทศมีความไม่เท่าเทียมกันลดลงแต่ปัญหาความยากจนอาจเลวร้ายลงก็ได้

เมื่อทราบแนวคิดแล้ว ต่อไปเราลองมาดูวิธีการวัดความยากจนและความไม่เท่าเทียมกัน

การวัดความยากจนนั้นจะเริ่มจากการกำหนด "เส้นความยากจน (Poverty line)" หรือระดับของรายได้ที่ใครมีต่ำกว่านี้ถือว่ามีปัญหาความยากจน

เส้นความยากจนสามารถแยกย่อยได้อีกเป็น เส้นความยากจนแบบสัมบูรณ์ คือกำหนดค่าเดียวแล้วใช้วัดทุกประเทศเหมือนกันหมด กับเส้นความยากจนแบบสัมพัทธ์ คือประเทศแต่ละประเทศอาจมีเส้นความยากจนไม่เเท่ากันได้ โดยประเทศที่รวยกว่าเส้นความยากจนจะสูงกว่าประเทศที่ยากจนกว่า

Ravallion เห็นว่า ผู้ที่พูดว่าโลกานุวัตรเป็นผลดีต่อความยากจนมักจะยืนอยู่บนแนวคิดและตัวเลขของความยากจนแบบสัมบูรณ์ ส่วนผู้ที่วิจารณ์และไม่เห็นด้วยนั้นใช้แนวคิดความยากจนแบบสัมพัทธ์

ความไม่เท่าเทียมกันสามารถวัดได้สองแบบเช่นกัน แบบแรกคือความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมบูรณ์ ซึ่งหมายถึง ความแตกต่างของตัวเลขรายได้ของคนแต่ละกลุ่ม แบบที่สองคือความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมพัทธ์ ซึ่งจะดูที่ "สัดส่วน"ของรายได้ส่วนบุคคลต่อรายได้รวม

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าประเทศมีคนอยู่แค่สองคน คือ นายเหลืองกับนายแดง นายเหลืองมีรายได้ต่อปี 1,000,000 บาท ในขณะที่นายแดงมีแค่ 100,000 บาทต่อปี นั่นคือ นายเหลืองรวยกว่านายแดงสิบเท่า

สมมติต่อไปว่าปีหน้ารายได้ของทั้งสองเพิ่มขึ้นสองเท่า คือนายเหลืองมีรายได้เพิ่มเป็น 2,000,000 บาท และนายแดงมีรายได้เพิ่มเป็น 200,000 บาทต่อปี ซึ่งเมื่อพิจารณาความไม่เท่าเทียมกันจะได้ว่า ความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมพัทธ์จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะนายเหลืองยังคงรวยกว่ารายแดงสิบเท่าเหมือนเดิม ในขณะที่ความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมบูรณ์จะเพิ่มขึ้น เพราะเดิมรายได้ต่างกัน 1,000,000 - 100,000 = 900,000 บาท ต่อมาต่างกัน 2,000,000 - 200,000 = 1,800,000 บาท

Ravallion จึงเห็นว่า ผู้ที่มองว่าความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มขึ้นจะอ้างถึงความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมบูรณ์ ซึ่งมีการศึกษากลุ่มตัวอย่างหนึ่งพบว่า ประมาณร้อยละ 40 ของกลุ่มตัวอย่างเข้าใจความหมายของความไม่เท่าเทียมกันเป็นแบบสัมบูรณ์ ส่วนผู้ที่เห็นว่าความไม่เท่าเทียมกันไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลงจะอยู่บนพื้นฐานแบบสัมพัทธ์

เมื่อวิวาทะวางอยู่บนฐานคิดที่ต่างกัน การเปรียบเทียบจึงต้องระมัดระวังมากขึ้น และคงเป็นเรื่องที่คงต้องถกเถียงกันต่อไปว่า ควรจะใช้การวัดแบบใดในสถานการณ์หรือโจทย์แบบใด

เอกสารอ้างอิง

Ravallion, Martin (2003). "The Debate on Globalization, Poverty and Inequality: Why Measurement Matters", International Affairs 79, vol. 4, pp. 739-753.

Thursday, March 05, 2009

โลกจำลอง



ขณะกำลังเหนื่อยล้ากับการเรียนป.เอก ผมลองนั่งนับเวลาดูเล่นๆว่า
ผมได้ศึกษาเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาเป็นเวลากี่ปีแล้วจนถึงปัจจุบัน
อืม...ประมาณสิบปีได้แล้วครับ ไม่น้อยทีเดียว
แต่ขอโทษด้วยที่ผมรู้สึกว่าตัวเองสมองโล่งๆชอบกล เวลาถูกถามอะไรที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์
สิบปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบของแบบจำลอง (Model) มาไม่น้อย
แบบจำลองหรือโลกจำลองที่ผมเรียนมา คือการย่อโลกให้เล็กลง คัดเลือกเอาแต่ตัวแปรที่สำคัญๆตามความเชื่อทางวิชาการ แล้วพยายามอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรเหล่านั้น เพื่อที่จะได้เข้าใจการทำงานของโลกความเป็นจริงที่ซับซ้อนกว่า
ครับ เมื่อเป็นโลกจำลอง มันย่อมไม่สามารถอธิบายหรือทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงได้ทั้งหมด
ในชั้นเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่ผมเพิ่งเรียนผ่านไปอาทิตย์ที่แล้ว
อาจารย์ผู้สอนได้ทดลองว่า ผลการคาดการณ์จากแบบจำลองกับที่จะเกิดขึ้นจริงต่างกันหรือไม่
การทดลองแบ่งนักเรียนในชั้นเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือผู้ขายสินค้า อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ซื้อสินค้า โดยสมมติกันว่า จะซื้อขายไอติมกัน
ผู้ขายสินค้าแต่ละรายจะได้แผ่นกระดาษที่ระบุต้นทุนของไอติม 1 แท่ง ซึ่งแตกต่างกัน
เช่นกัน ผู้ซื้อแต่ละคนจะได้ข้อมูลว่า ตัวเองให้ค่าของไอติม 1 แท่งเท่ากับกี่บาท
การซื้อขายจะกระทำโดยผ่านการประมูล
ผู้ซื้อแต่ละคนจะเสนอราคาที่ตัวเองอยากจะซื้อ ซึ่งแน่นอนว่าจะพยายามเสนอให้ราคาต่ำกว่าที่ตัวเองให้ค่าของไอติมไว้ (จะได้"รู้สึก"ว่าได้กำไร)
ผู้ขายก็จะเสนอราคาที่ตัวเองอยากขาย ซึ่งก็แน่นอนจะขอราคามากกว่าต้นทุนของตนเพื่อจะได้มีกำไร
ระหว่างการประมูล นักเรียนที่เป็นผู้ขายก็หั่นราคาแข่งกัน คนที่เป็นผู้ซื้อก็แข่งกันเสนอราคาซื้อที่สูงขึ้น
ทุกครั้งที่ผู้ซื้อกับผู้ขายรายใดให้ราคาตรงกัน ก็ถือว่ามีการซื้อขายไอติมขึ้น 1 แท่ง
เมื่อหมดเวลาทดลอง ผลออกมาคือมีไอติมซื้อขายกัน 8 แท่ง ที่ราคาประมาณแท่งละ 40 บาท
อาจารย์ผู้สอนได้เปิดซองลับ (ไม่เกี่ยวกับที่มักจะให้กันที่เมืองไทยนะครับ) ซึ่งระบุผลการทำนายจากแบบจำลองอุปสงค์อุปทาน ซึ่งใช้ข้อมูลจากที่แจกให้นักเรียนไปนั่นแหละ
แบบจำลองทำนายว่า ตลาดจะมีการซื้อขายไอติมซื้อขายกัน 10 แท่ง ที่ราคาประมาณแท่งละ 43 บาท
ครับ แบบจำลองทำนายไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม ท่านอาจารย์ของผมก็ไม่แสดงสีหน้าทุกข์ร้อนอะไร
ท่านยิ้มแล้วอธิบายว่า แม้ทำนายไม่ถูก แต่ก็ไกล้เคียง หรืออย่างน้อย ก็สามารถเห็นกระบวนการที่ตลาดทำงาน และเห็นแนวโน้มของผลลัพธ์ที่เข้าใกล้สิ่งที่แบบจำลองทำนายไว้
อาจารย์ถามว่า ทำไมแบบจำลองจึงทำนายผิดพลาด
นักเรียนในชั้นก็ช่วยกันแสดงความเห็นกันอย่างหลากหลาย
บ้างก็ว่าผู้ซื้อผู้ขายบางรายขี้เกียจ ไม่เสนอราคานั่งนิ่งเป็นตอม่อ ตลาดเลยไม่แข่งขันตามข้อสมมติ
บ้างก็ว่าผู้ซื้อผู้ขายบางรายมีพฤติกรรมที่ยากจะคาดเดา เช่น หากไม่ได้ราคาที่ได้กำไรมากพอก็ไม่ขาย ประมาณว่ามีขั้นต่ำของกำไรที่ตัวเองพอใจ หรือผู้ซื้อบางคนรอให้ราคาต่ำเหมือนได้ฟรีจึงจะยอมซื้อ
ท่านทิ้งท้ายไว้ก่อนจะจะเลิกชั้นเรียนว่า แบบจำลองย่อมผิดพลาดเป็นธรรมดา สิ่งหนึ่งที่ควรจะรู้คือ ทำไมมันจึงผิดพลาด ข้อจำกัดของแบบจำลองอยู่ตรงไหน
หากเราทราบแน่ชัด ก็จะได้ปรับปรุงทฤษฎีหรือแบบจำลองเดิมให้ดีขึ้น หรือคิดของใหม่ที่อธิบายได้ดีกว่า
ดูๆแล้ว อาจารย์ของผมแกก็ใจกว้างไม่น้อย ผิดกับนักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งที่ยึดมั่นถือมั่นเอากับทฤษฎีหรือแบบจำลองแบบหนึ่ง โดยแลเห็นผู้ที่ใช้เครื่องมืออื่นราวกับเป็นผู้ไม่สามารถเข้าถึงความจริงของโลกได้เหมือนตน
เราอาจจะถือภู่กันคนละแบบคนละขนาด ลีลาและรูปแบบการวาดของเราอาจจะต่างกัน
แต่เราก็พยายามทำสิ่งเดียวกันมิใช่หรือ
นั่นคือ การวาดโลกให้คนอื่นเข้าใจได้กระจ่างชัดขึ้น

Wednesday, February 25, 2009

ไม่เจอกันนานนะ...


หลังจากเดินทางมาร่ำเรียนที่ออสเตรเลียได้ 3 เดือนแล้ว
ด้วยความคิดถึงบ้าน จึงเที่ยวหาอะไรทำที่ต้องใช้ "ภาษาไทย" เพื่อจะได้ไม่ลืมและไม่เป็นคนใช้ภาษาอังกฤษปนไทยโดยไม่จำเป็น
ผมเลยนึกขึ้นได้ว่าเคยเขียนบล็อคนี่ีหว่า เลยปัดฝุ่นสักหน่อย รวมบทความที่เคยเขียนมาไว้ที่เดียวกันให้หมด
ไม่น่าเชื่อว่าคนขี้เกียจอย่างผม เคยเขียนบล็อคถึงเกือบ 40 บทความด้วยกัน
ย้อนกลับมาอ่านของเก่าแล้วรู้สึกดีมากๆ
แม้ว่าความคิดบางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ผมก็ไม่อยากจะแก้ไขข้อความใดๆ
ปล่อยให้บทความในวันเก่าแสดงตัวตนของมัน เพื่อเป็นการบันทึกการเดินทางของชีวิตอย่างไม่กลัวผิดพลั้ง
ย้อนอ่านของตัวเองแล้ว ก็พาลไปอ่านของเพื่อนชาวบล็อกในอดีต
พบว่าหลายคนได้ล้มตายหายหน้าไปจากวงการบล็อกแล้วเช่นเดียวกับผม
แต่ก็ยังคงมีบางคนที่ยังมีพลังอยู่เสมอ อย่างเช่น ปิ่น ปรเมศวร์
เอาเข้าจริง บล็อกเกอร์หน้าเก่าหลายคนมิได้หายไปไหน หากแต่ได้พบที่ทางใหม่ที่เผยแพร่ความคิดได้กว้างขวางขึ้น
รวมถึงบล็อกเกอร์หน้าใหม่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่น่าสนใจ

กลับมาคราวนี้ ผมพยายามที่จะเขียนอะไรที่เป็นประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวจากการศึกษา ป.เอก
โปรดอย่ารอคอย โปรดอย่าคาดหวัง เว้นเสียแต่ว่าจะหาเบียร์ให้ผมสักขวดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจก็จะดีไม่น้อยครับ...หุหุ

Tuesday, February 24, 2009

คนกับต้นไม้

ที่มหาลัยของผม มีการประท้วงผู้บริหารให้หยุดการก่อสร้างตึกสูงในพื้นที่สีเขียว
พื้นที่ซึ่งมีต้นไม้อายุประมาณ 30 ปี อยู่กว่า 50 ต้น
พื้นที่ซึ่งเป็น 1 ใน 3 แห่งที่เป็นเสมือนปอดของมหาลัย
เดิมการก่อสร้างอยู่ที่อื่น แต่ต่อมาเมื่อผิดพลาดในการออกแบบ
ผู้บริหารเลือกย้ายที่สร้างมากกว่าการแก้ไขแบบตึก หรือหาที่สร้างซึ่งเป็นพื้นที่ว่างซึ่งมีอยู่หลายแห่งในมหาลัย
แต่ ความที่แต่ละคณะหวงที่มาก ไม่ยอมแบ่งที่ให้ (ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่า ที่ดินมหาลัยสามารถเป็นสมบัติส่วนคณะได้ แทนที่จะเป็นสมบัติสำหรับการใช้ส่วนรวม)
ที่สร้างเลยย้ายมาในดงต้นไม้นี้
ผู้ประท้วงรวมทั้งผมด้วย ได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อมหาลัย พร้อมแนบรายชื่อล่าสุด 1300 กว่าคน
และเมื่อวานก็เพิ่งจัดงานเล็กๆ เพื่อเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง มีดนตรี เสวนา วาดรูป ละคร ฯลฯ
พื้นที่จัดงานก็คือดงต้นไม้นั้นเอง ซึ่งอยู่ใกล้สำนักงานผู้บริหาร
ขณะที่งานกำลังดำเนินอยู่ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณสัก 60 คนนั้น
ผมลองถอยมายืนมองงานที่กำลังดำเนินไปนี้ห่างๆ...
ผมพบว่า คนมีหัวใจบริสุทธิ์ รักความยุติธรรม รักธรรมชาติ อยากอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีอยู่จริง
ความงาม ความรัก ความดี มีอยู่จริงและสัมผัสได้
...พวกเรากับคนที่อยู่ในตึกใกล้ๆมีอะไรแตกต่างกันบ้าง
...คนพวกหนึ่ง มีชีวิตเพื่อไล่ตามกิเลสของตัวเองอย่างไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
...ส่วนคนอีกพวกหนึ่ง มีชีวิตเพื่อเสียสละช่วยป้องกันไม่ให้คนพวกแรกทำร้ายสังคมจนเกินไปนัก...

(โพสครั้งแรก Wednesday, April 20, 2005)

เสน่ห์ของสาวเสียงเพราะ

ท่ามกลางความวุ่นวายและไม่ปลอดภัยของชีวิต วันนี้ผมอยากชวนคุยเรื่องสบายๆบ้างดีกว่า...
คุณหลงเสน่ห์ของผู้หญิงแบบไหนกันครับ?
คำถามนี้ตอบได้ทุกท่าน ทั้งที่แต่งงานแล้วแบบ corgiman และอยากแต่งใจจะขาดอย่าง pin poramet
ส่วนผม...ผมชอบและหลงผู้หญิงที่ร้องเพลงเพราะได้อย่างง่ายๆเลยละครับ
อาจ เป็นไปได้ว่า ผมชอบดนตรีและร้องเพลงเพราะ (แหวะ-,-) เป็นปกติอยู่แล้ว จึงอาจจะอินมากกว่าชาวบ้านเวลาเห็นสาวๆน่ารักๆร้องเพลงเพราะๆให้ฟัง
ผมเชื่อว่า เสียงร้องอันไพเราะสามารถฝ่ากำแพงทุกอย่างที่คนเราตั้งขึ้น เข้าไปสู่หัวใจได้รวดเร็วกว่าคำพูดธรรมดา
บางที เสียงเพราะมากๆ ผมถึงกับขนลุก...โอ้ จอร์จ อะไรมันจะทิ่มแทงหัวใจได้ขนาดนั้น...
อยากรู้จังเลยว่า นักวิชาการในเมืองไทยทั้งหลาย อาชีพที่มักถูกมองว่าจืดชืด จะหลงเสน่ห์ผู้หญิงแบบไหนนะ...
...เขียนเปเปอร์เก่ง...ไฮด์ปาร์คมีพลัง...สวยแบบนางสาวไทย...หรือ...

(โพสครั้งแรก Tuesday, April 05, 2005)

ระเบิดลูกนั้น...

ขณะผมกำลังนั่งเล่นอินเทอร์เน็ทที่บ้าน น้องผมก็ส่งเสียงดังลั่นว่า
หาดใหญ่โดนระเบิดแล้ว...
ทีวีเกือบทุกช่องพากันเสนอข่าว เร็วบ้างช้าบ้างแล้วแต่ความกล้าลดเวลาละครทำเงิน
ระเบิดคราวนี้ใกล้ตัวผมมากขึ้น คือเกิดที่หาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ทำงานผม รวมทั้งที่สงขลาด้วย
สถานที่ทั้งสามแห่งที่เกิดระเบิด ไม่ว่าจะเป็นคาร์ฟู สนามบิน และโรงแรมกรีนพาเลซ ต่างเป็นที่ที่ผมเคยผ่านไปทั้งสิ้นในรอบ 2 เดือน
เนื่องจากผมไม่ได้อยู่ที่หาดใหญ่ โทรศัพท์จึงไม่ได้ถูกตัดสัณญาณ ผมจึงได้รับความห่วงใยผ่านอากาศมาอย่างไม่ขาดสาย...
อืม...มิตรภาพที่แท้หาได้ถูกกั้นด้วยความห่างไกลไม่
ความห่วงใยขั้นแรกของเหล่าเพื่อนฝูงคือ ผมอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่
เมื่อเรื่องแรกโล่งใจไป ปัญหาที่ตามมาคือ มึงจะอยู่ยังไงวะนี่?
ผมเป็นมนุษย์ปุถุชน ย่อมกลัวตายเป็นธรรมดา โดยเฉพาะถ้าตายก่อนได้เมียน่ารักๆสักคน (ฮา)
แต่ความหวาดกลัวเอาเข้าจริงก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก สติต่างหากที่ต้องเรียกกลับคืนมาอย่างเร็วที่สุด...
...ต้องไม่ก่นด่า"พวกมัน"แบบเหมารวมเพราะเราไม่รู้ว่าใคร ทำแบบนั้นรังแต่จะเพิ่มความเกลียดชังและความหวาดระแวงจนเกินเหตุ
... ต้องไม่ประมาทในการใช้ชีวิต หัดสังเกตความผิดปกติของสิ่งของและบุคคลเท่าที่พอทำได้โดยไม่ถูกความหวาด กลัวยึดกุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของจิตใจ
...ที่สำคัญ ในฐานะนักวิชาการ ต้องแสดงจุดยืนการไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะกระทำโดยฝ่ายใด
เหตุการณ์นี้ สั่นคลอนจิตใจผมให้ถามตัวเองว่า ว่าไงละมึง เจอกับตัวเองแล้วจะยังสันติวิธีอีกไหม?
คิดด้วยสติเท่าที่มีแล้ว ผมยังคงต้องยืนยันคำเดิมครับ...
...สันติภาพที่จีรังมิอาจได้มาด้วยกระบอกปืน...

(โพสครั้งแรก Monday, April 04, 2005)

ขอเปลือกสวยๆหน่อยนะครับ

สิ่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยไทยชอบทำคือการบังคับให้นักศึกษาต้องแต่งกายชุดนักศึกษา
หากไม่ทำตาม จะไม่ให้เข้าห้องเรียนบ้าง ไม่รับติดต่อราชการบ้าง หรือพูดให้แรงกว่านี้คือ จะไม่ถือว่าคุณเป็นนักศึกษาของเรา...
ที่ ทำงานของผมกำลังจะเริ่มบังคับอย่างจริงจัง มีบทลงโทษหากยังดื้อดึงไม่ทำตาม เช่น ตัดคะแนนความประพฤติ ไม่รับติดต่อราชการ ไม่ให้เข้าห้องเรียน เช็คชื่อขาดเรียน เป็นต้น
น่าแปลก ที่ผู้ที่เรียกร้องการบังคับกฎดังกล่าวจำนวนมาก ได้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งไม่มีการบังคับให้แต่งชุดนักศึกษา
แต่ ท่านเหล่านั้นก็กลับมาได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ผมจึงไม่เห็นว่า ความสำเร็จหรือความรู้ที่นักศึกษาจะได้ สัมพันธ์กับการแต่งกายถูกระเบียบแต่อย่างใด
ผมเคยถามบางคนที่สนับสนุน นโยบายนี้ เขาให้เหตุผลว่า ที่ต้องบังคับเพราะเด็กไทยคิดเองไม่เป็น ไม่รู้จักกาลเทศะ เช่น เวลาประชุมร่วมกับอาจารย์ผู้ใหญ่ก็แต่งตัวยีนส์ลากแตะ แต่งตัวโป๊ เป็นต้น ผมแย้งไปนิดหน่อยว่า เราควรพุ่งไปที่คนๆนั้นเลยสิ ตักเตือนเขา พูดจากับเขาด้วยเหตุผลดีๆ ไม่ใช่เอาปัญหาของคนส่วนน้อยๆ มาทำให้มันใหญ่โตให้เปลืองทรัพยากรและเปลืองสมอง
ยังมีประเด็นมหาศาลที่ สามารถนำมาแย้งเรื่องการบังคับให้แต่งชุดนักศึกษาได้ แต่ประเด็นนึงที่ผมเห็นแล้วไม่ค่อยสบายใจว่า สถาบันการศึกษามีทัศนคติต่อนักศึกษาเช่นนั้นได้อย่างไรก็คือประเด็นที่ว่า นักศึกษาคิดเองไม่เป็นจึงต้องบังคับ
มหาวิทยาลัยพร่ำบอกกับสาธารณะเสมอ ว่า เป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ให้กับสังคม ผู้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยออกไปแล้วอย่างน้อยต้องเป็นคนมีเหตุมีผลเพิ่มขึ้น มีความรู้ในสาขาวิชาที่เรียนดีขึ้น จุดเน้นของมหาวิทยาลัยจึงอยู่ที่ "สมอง" ไม่ใช่ "ตีน" หรือ "เสื้อผ้า"
ผมออกจะอายด้วยซ้ำถ้าหากมีคนพูดถึงนักศึกษาของผมว่า มีดีอยู่ที่เรื่องการแต่งกายดี ว่านอนสอนง่ายไม่มีปากเสียง
ผมจึงคิดว่าที่มหาวิทยาลัยจำนวนมากที่เน้นการแต่งกายหรือเปลือกนอกนั้น เพราะเขาประสบความล้มเหลวในการพัฒนาสมองของนักศึกษา
มหาวิทยาลัยทุ่มเททรัพยากรเพื่อเปลือกนอก โดยไม่คำนึงว่ามันมีค่าเสียโอกาสในการนำทรัพยากรเหล่านั้นไปพัฒนาสมอง
มหาวิทยาลัย หน้าบางมากเวลาคนบอกว่านักศึกษาหรือศิษย์เก่าของคุณแต่งกายไม่เรียบร้อย ...(โดยไม่มีอะไรจะทดแทนคำวิจารณ์ได้ เช่นว่า มันก็ทำงานดีหรือเป็นคนมีเหตุผลเพราะตัวเองไม่ได้สนใจสร้างไว้)
...สังคม ไทยยอมรับว่า เด็กอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถมีส่วนในการเลือกผู้บริหารประเทศได้ แต่ไม่ยอมรับว่า เขาสามารถคิดด้วยตนเองได้แม้แต่เรื่องเสื้อผ้า...
...นักศึกษาครับ คราวหน้าขอเปลือกสวยๆหน่อยนะครับ ครูช้อบ...ชอบบบบ...

(โพสครั้งแรก Wednesday, March 30, 2005)

สึนามิลูกที่สอง

นักศึกษาและอาจารย์บางส่วนที่คณะผม ได้ไปออกค่ายในพื้นที่ที่เกิดสึนามิ
กิจกรรมหลักคือการร่วมกับองค์กรของฝรั่งก่อสร้าง และทำกิจกรรมการเรียนรู้กับเด็กๆที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง
ผู้ที่ไปค่ายมาต่างเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า ความเสียหายแบบไม่เหลืออะไรเลยนั้น ช่างน่าหวาดผวาและสั่นคลอนจิตใจอย่างยิ่ง
น้ำ พักน้ำแรงชั่วชีวิตที่ผ่านมา สามารถมลายหายไปราวกับฟ้าดินเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นแค่ฝุ่นผง ยังไม่นับซากปรักหักพังในจิตใจที่ยากจะมองเห็น...
เอาเข้าจริง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนวัตถุเพียงอย่างเดียว
ผู้ไปค่ายเล่าให้ฟังว่า เมื่อไปถึงใหม่ๆ เด็กนักเรียนก็กรูกันเข้ามาหา แล้วถามว่า
"พี่ไม่มีอะไรมาฝากผมบ้างหรือครับ...คนอื่นๆเขายังมีเลย"
นอกจากนี้ ทั้งโรงเรียนก็ไม่ได้มีการเรียนการสอนอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
ทั้งครูและนักเรียนต่างพากันต้อนรับ พูดคุย ถ่ายรูปกับผู้มาเยือนทั้งหลายตลอดวัน
มือ ถือรุ่นล่าสุดไม่เคยห่างจากกายของคุณครู รวมถึงกระดาษดอลลาร์เย็บแม็กเป็นปึกๆ ที่บ่าไหลเข้าจนไม่สามารถควบคุมจิตใจตัวเองให้อยู่กับเนื้อกับตัวได้
สิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่...
ความช่วยเหลือด้วยความจริงใจ หากจัดการไม่ดี ก็สามารถทำให้ผู้คนอ่อนแอลงได้ ยิ่งบ่าไหลเข้ามาเกินระดับชีวิตปกติที่เคยมีแล้ว
ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่า วัฒนธรรมการแบมือ จะถูกฝังให้ลึกลงในใจของเด็กและผู้ใหญ่ที่นั่นสักเพียงใด
สึนามิลูกแรกผ่านไปแล้วครับ...
แต่สึนามิลูกที่สอง สาม สี่ ...กำลังซัดเข้าไปในวิถีชีวิตของเราไม่เคยหยุดหย่อน...ลูกแล้ว...ลูกเล่า...

(โพสครั้งแรกเมื่อ Monday, March 28, 2005)

มูนินโญ่

ผมเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบสไตล์ของมูนินโญ่...
โดยเฉพาะการท้าทาย หรือหมิ่นเหม่กับกฎระเบียบที่ FIFA หรือ UEFA หรือสถาบันฟุตบอลต่างๆตั้งไว้
จริงๆ เรื่องที่ผู้จัดการทีมแสดงความไม่พอใจต่อสถาบันที่จัดการแข่งขันฟุตบอลมีมาก่อนอยู่แล้ว
ที่ผมจำได้ใกล้ๆคือกรณีเฟอร์กี้ ตอนนั้นเรื่องอะไรก็จำไม่ได้
แต่ ได้ยินประมาณว่า แมนยูฯจะแยกตัวออกมา แล้วชักชวนทีมดังๆทั้งหลายทั่วโลก อย่างมิลาน ยูเว่ บาเยิน รีล มาดริด ฯลฯ มาอยู่ในลีกเดียวกัน ไม่ต้องง้อมึงก็ได้
...แต่สุดท้ายก็เงียบไป...เหมือนกรณีมูนินโญ่นี่แหละ...
ไม่ว่าใครจะผิดจะถูก จะสมควรหรือไม่สมควรที่จะทำ ผมรู้แต่เพียงว่า นี่แหละคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของฟุตบอล
หรือจะพูดให้ไกลออกไป ก็คือเสน่ห์ของสังคม
สังคมที่มีที่ทางให้กับความแตกต่างได้แสดงออก แม้ว่ามันอาจได้รับก้อนหินสะท้อนตามมา...
...ผมรู้สึกดีที่มูนินโญ่กล้าทำมือจุ๊ๆยั่วแฟนบอล ที่สบถและก่นด่าด้วยคำหยาบคายไปมาตลอดการแข่งขัน...ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
โลก ที่มูนินโญ่กล้าทำมือจุ๊ๆและไม่จับมือหลังการแข่ง จึงน่าอยู่มากกว่าโลกที่ผู้จัดการทีมนั่งสงบเสงี่ยมหรืออัดบุหรี่อยู่ใน เคบิน แล้วจบแมทช์ก็ปั้นหน้าจับมือกัน แล้วรอให้สถาบันทั้งหลายนั้นยัดระเบียบใหม่ๆมาให้ทำหรือห้ามทำอีกเรื่อยๆ...

(โพสครั้งแรกเมื่อ Sunday, March 27, 2005)