
ผมคิดว่า เราคงเคยได้ยินการประท้วงหรือการรณรงค์ต่อต้านโลกานุวัตร (Globalization) กันมาบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า โลกานุวัตรทำให้ปัญหาความยากจน (Poverty) และ ความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) เลวร้ายลง
หลายคนคงงุนงงสงสัยเมื่อได้ยินคำอธิบายตอบโต้กันระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยว่า โลกานุวัตรเป็นผลดีต่อปัญหาความยากจน (Poverty) และความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) โดยเฉพาะการยกเอาตัวเลขที่แตกต่างกันของทั้งสองปัญหาดังกล่าวมาประกอบวิวาทะ
เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับบทความที่ผมได้อ่านของ Martin Ravallion เรื่อง "The Debate on Globalization, Poverty and Inequality: Why Measurement Matters" หรือแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า วิวาทะว่าด้วยโลกานุวัตร ความยากจน และความไม่เท่าเทียมกัน: เหตุใดวิธีวัดค่าจึงสำคัญ
สาระสำคัญที่ Ravallion นำเสนอก็คือ การพิจารณาแนวคิดและวิธีการศึกษาโดยเฉพาะการวัดค่าที่เกี่ยวกับความยากจน และความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่ง Ravallion เห็นว่า วิวาทะที่เกิดขึ้นมิได้อยู่บนพื้นฐานวิธีวัดเดียวกัน
ก่อนอื่นเรามาดูความแตกต่างระหว่างความยากจน (Poverty) และความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality)
ความยากจนเป็นเรื่องของระดับความเป็นอยู่แบบสัมบูรณ์ คือ มีคนกี่มากน้อยที่ไม่สามารถมีรายได้หรือการบริโภคในระดับพื้นฐานที่สุดได้ เช่น คนยากจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อวัน เป็นต้น
ส่วนความไม่เท่าเทียมกันเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างระดับความเป็นอยู่ของคนแต่ละกลุ่ม เช่น ช่องว่างระหว่างคนมีรายได้มากกับมีรายได้น้อย เป็นต้น
สองอย่างนี้โดยพื้นฐานแล้วไม่เหมือนกัน และอาจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต่างกันได้ เช่น ประเทศอาจมีปัญหาความยากจนลดลง แต่ความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มขึ้น หรือประเทศมีความไม่เท่าเทียมกันลดลงแต่ปัญหาความยากจนอาจเลวร้ายลงก็ได้
เมื่อทราบแนวคิดแล้ว ต่อไปเราลองมาดูวิธีการวัดความยากจนและความไม่เท่าเทียมกัน
การวัดความยากจนนั้นจะเริ่มจากการกำหนด "เส้นความยากจน (Poverty line)" หรือระดับของรายได้ที่ใครมีต่ำกว่านี้ถือว่ามีปัญหาความยากจน
เส้นความยากจนสามารถแยกย่อยได้อีกเป็น เส้นความยากจนแบบสัมบูรณ์ คือกำหนดค่าเดียวแล้วใช้วัดทุกประเทศเหมือนกันหมด กับเส้นความยากจนแบบสัมพัทธ์ คือประเทศแต่ละประเทศอาจมีเส้นความยากจนไม่เเท่ากันได้ โดยประเทศที่รวยกว่าเส้นความยากจนจะสูงกว่าประเทศที่ยากจนกว่า
Ravallion เห็นว่า ผู้ที่พูดว่าโลกานุวัตรเป็นผลดีต่อความยากจนมักจะยืนอยู่บนแนวคิดและตัวเลขของความยากจนแบบสัมบูรณ์ ส่วนผู้ที่วิจารณ์และไม่เห็นด้วยนั้นใช้แนวคิดความยากจนแบบสัมพัทธ์
ความไม่เท่าเทียมกันสามารถวัดได้สองแบบเช่นกัน แบบแรกคือความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมบูรณ์ ซึ่งหมายถึง ความแตกต่างของตัวเลขรายได้ของคนแต่ละกลุ่ม แบบที่สองคือความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมพัทธ์ ซึ่งจะดูที่ "สัดส่วน"ของรายได้ส่วนบุคคลต่อรายได้รวม
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าประเทศมีคนอยู่แค่สองคน คือ นายเหลืองกับนายแดง นายเหลืองมีรายได้ต่อปี 1,000,000 บาท ในขณะที่นายแดงมีแค่ 10,000 บาทต่อปี นั่นคือ นายเหลืองรวยกว่านายแดงสิบเท่า
สมมติต่อไปว่าปีหน้ารายได้ของทั้งสองเพิ่มขึ้นสองเท่า คือนายเหลืองมีรายได้เพิ่มเป็น 2,000,000 บาท และนายแดงมีรายได้เพิ่มเป็น 20,000 บาทต่อปี ซึ่งเมื่อพิจารณาความไม่เท่าเทียมกันจะได้ว่า ความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมพัทธ์จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะนายเหลืองยังคงรวยกว่ารายแดงสิบเท่าเหมือนเดิม ในขณะที่ความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมบูรณ์จะเพิ่มขึ้น เพราะเดิมรายได้ต่างกัน 1,000,000 - 10,000 = 990,000 บาท ต่อมาต่างกัน 2,000,000 - 20,000 = 1,980,000 บาท
Ravallion จึงเห็นว่า ผู้ที่มองว่าความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มขึ้นจะอ้างถึงความไม่เท่าเทียมกันแบบสัมบูรณ์ ซึ่งมีการศึกษากลุ่มตัวอย่างหนึ่งพบว่า ประมาณร้อยละ 40 ของกลุ่มตัวอย่างเข้าใจความหมายของความไม่เท่าเทียมกันเป็นแบบสัมบูรณ์ ส่วนผู้ที่เห็นว่าความไม่เท่าเทียมกันไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลงจะอยู่บนพื้นฐานแบบสัมพัทธ์
เมื่อวิวาทะวางอยู่บนฐานคิดที่ต่างกัน การเปรียบเทียบจึงต้องระมัดระวังมากขึ้น และคงเป็นเรื่องที่คงต้องถกเถียงกันต่อไปว่า ควรจะใช้การวัดแบบใดในสถานการณ์หรือโจทย์แบบใด
เอกสารอ้างอิง
Ravallion, Martin (2003). "The Debate on Globalization, Poverty and Inequality: Why Measurement Matters", International Affairs 79, vol. 4, pp. 739-753.
